Share on
วันนี้พี่เซฟจะชวนทุกคนมาคุยกันเรื่องการขับขี่บนท้องถนนในยุคปัจจุบัน พร้อมกับความเชื่อผิด ๆ ที่พาเราไปเสี่ยงอันตรายบนท้องถนนโดยไม่รู้ตัว
ต้องยอมรับว่าการขับขี่บนท้องถนนเต็มไปด้วยความซับซ้อนและเต็มไปด้วยความท้าทายมากกว่าที่คิด อุบัติเหตุทางถนนเป็นปัญหาระดับชาติที่คร่าชีวิตและสร้างความเสียหายให้กับคนไทยจำนวนมากในแต่ละปี สาเหตุหลักส่วนหนึ่งมาจากความประมาท ขาดความตระหนัก และที่สำคัญคือ ความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับกฎจราจรและพฤติกรรมการขับขี่ที่ปลอดภัย ยิ่งในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น ซึ่งเป็นกลุ่มที่เพิ่งเริ่มต้นหรือยังขาดประสบการณ์ในการขับขี่ที่เพียงพอ
บทความนี้จะพาทุกคนไปถอดรหัส 7 ความเชื่อผิด ๆ ที่มักพบเห็นบ่อยครั้งบนท้องถนน พร้อมอธิบายเหตุผล กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และข้อมูลสถิติเพื่อย้ำเตือนถึงความสำคัญของการขับขี่อย่างถูกต้องและปลอดภัย
1.“ขับมอเตอร์ไซค์ขึ้นสะพานได้ ไม่เป็นไร”
ความเชื่อผิด ๆ: ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์หลายคนเข้าใจว่าสามารถขับขี่ขึ้นสะพานข้ามแยก หรือลงอุโมงค์ลอดแยกได้เหมือนรถยนต์
ความจริง: ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 139 (1) ข้อ 3 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ รถยนต์สามล้อ และรถลากจูง เดินรถในช่องเดินรถที่จัดไว้สำหรับรถยนต์อื่นโดยเฉพาะ หรือบนทางคู่ขนาน หรือบนทางยกระดับ เว้นแต่จะมีเครื่องหมายจราจรที่แสดงให้รถจักรยานยนต์เดินรถได้” สะพานข้ามแยกและอุโมงค์ส่วนใหญ่ในเขตเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร มักจะมีป้าย “ห้ามรถจักรยานยนต์ขึ้น/ลง” อย่างชัดเจน ซึ่งการฝ่าฝืนมีโทษปรับสะพานข้ามทางร่วมทางแยก สะพานยกระดับ และสะพานข้ามแม่น้ำ ที่ห้ามรถจักรยานยนต์ รถจักรยาน รถยนต์สามล้อม และล้อเลื่อนลากเข็นทุกชนิดเดินรถ มีจำนวน 39 แห่ง ได้แก่
- สะพานยกระดับข้ามแยกคลองตัน
- สะพานยกระดับข้ามแยกอโศก‑เพชร
- สะพานข้ามแยกรามคำแหง
- สะพานข้ามแยกประชาสงเคราะห์
- สะพานข้ามแยกสามเหลี่ยมดินแดง
- สะพานข้ามแยกตึกชัย
- สะพานข้ามแยกราชเทวี
- สะพานข้ามแยกประตูน้ำ
- สะพานข้ามแยกยมราช
- สะพานข้ามแยกกำแพงเพชร
- สะพานข้ามแยกรัชดา‑ลาดพร้าว
- สะพานข้ามแยกสุทธิสาร
- สะพานข้ามแยกรัชโยธิน
- สะพานข้ามแยกประชานุกูล
- สะพานข้ามแยกวงศ์สว่าง
- สะพานข้ามแยกวงเวียนบางเขน
- สะพานยกระดับถนนสุวินทวงศ์
- สะพานยกระดับข้ามแยกร่มเกล้า (ถนนรามคำแหง)
- สะพานยกระดับข้ามแยกลาดบัวขาว (ถนนรามคำแหง)
- สะพานยกระดับข้ามแยกมีนบุรี
- สะพานข้ามแยกบรรจุสินค้า ICD ถนนเจ้าคุณทหาร
- สะพานข้ามแยกลำสาลี
- สะพานยกระดับถนนรามคำแหง
- สะพานข้ามแยกศรีอุดม
- สะพานเข้ามแยกประเวศ
- สะพานข้ามแยกบางกะปิ
- สะพานไทย‑เบลเยียม
- สะพานข้ามถนนนางลิ้นจี่
- สะพานข้ามแยกรัชดา‑พระราม 4
- สะพานภูมิพล 1
- สะพานข้ามแยกคลองตัน (ซ้ำรายการเดิม)
- สะพานข้ามแยกศิครินทร์
- สะพานไทย‑ญี่ปุ่น
- สะพานข้ามแยกบรมราชชนนี
- สะพานข้ามแยกบางผลัด
- สะพานข้ามแยกพระราม 2
- สะพานข้ามแยกตากสิน
- สะพานข้ามแยกนิลการ
- สะพานข้ามแยกบางพฤกษ์
อุโมงค์ลอดทางร่วมทางแยกที่ห้ามรถจักรยานยนต์ รถจักรยาน รถยนต์สามล้อม และล้อเลื่อนลากเข็นทุกชนิดเดินรถ มี 5 แห่ง ได้แก่
- อุโมงค์วงเวียนบางเขน
- อุโมงค์ทางลอดแยกศรีอุดม
- อุโมงค์ทางลอดแยกบรมราชชนนี
- อุโมงค์ทางลอดแยกบางพลัด
- อุโมงค์ทางลอดแยกท่าพระ
เหตุผลด้านความปลอดภัย: การห้ามรถจักรยานยนต์ขึ้นสะพานข้ามแยกหรือลงอุโมงค์เป็นไปเพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่เอง เนื่องจากช่องจราจรบนสะพาน/ในอุโมงค์มักแคบ รถยนต์มักจะใช้ความเร็วสูง และอาจมีการเปลี่ยนช่องทางกะทันหัน หรือแม้กระทั่งการเบรกฉุกเฉินของรถจักรยานยนต์อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงกับรถยนต์ที่ตามมาได้ง่าย นอกจากนี้ พื้นผิวถนนบนสะพานและในอุโมงค์บางครั้งอาจลื่นกว่าปกติ
ที่มา : ข้อบังคบเจ้าพนักงานจราจรในเขตกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยการห้ามรถบางชนิดและล้อเลื่อนลากเข็ม เดินบนสะพานข้ามทางร่วมทางแยก สะพานยกระดับ สะพานข้ามแม่น้ำ และในอุโมงค์ลอดทางร่วมทางแยก พ.ศ. 2559, ราชกิจจานุเบกษา https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2559/E/162/15.PDF
2.“คนซ้อนท้ายไม่ต้องใส่หมวกกันน็อกก็ได้”
ความเชื่อผิด ๆ: หลายคนเชื่อว่าเฉพาะผู้ขับขี่เท่านั้นที่ต้องสวมหมวกกันน็อก ส่วนคนซ้อนท้ายไม่จำเป็น หรือให้ความสำคัญน้อย
ความจริง: ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 122 กำหนดให้ “ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์และคนโดยสารรถจักรยานยนต์ต้องสวมหมวกนิรภัย” เพื่อป้องกันอันตรายในขณะขับขี่และโดยสาร หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท
เหตุผลด้านความปลอดภัย: หมวกกันน็อกคืออุปกรณ์ป้องกันศีรษะที่สำคัญที่สุดในกรณีเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่หรือผู้ซ้อนท้ายก็มีความเสี่ยงที่จะได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะได้ไม่ต่างกัน หากเกิดอุบัติเหตุการไม่สวมหมวกกันน็อกสามารถนำไปสู่การบาดเจ็บรุนแรงถึงขั้นพิการหรือเสียชีวิตได้
สถิติที่เกี่ยวข้อง: ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุ ระบุว่า ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์จำนวนมาก ไม่ได้สวมหมวกกันน็อก หรือสวมหมวกที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะกลุ่มคนซ้อนท้ายที่มักถูกละเลย การศึกษาในหลายประเทศยืนยันว่าการสวมหมวกกันน็อกสามารถลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ได้ถึง 39% และลดความรุนแรงของการบาดเจ็บที่ศีรษะได้ถึง 72% [1]
3.”ถ้ามีเด็กซ้อนมอเตอร์ไซค์ให้นั่งหน้าได้เลย”
ความเชื่อผิด ๆ: ผู้ปกครองหรือผู้ขับขี่บางคนคิดว่าการให้เด็กนั่งด้านหน้าระหว่างผู้ขับขี่กับแฮนด์ จะช่วยให้มองเห็นและดูแลเด็กได้
ความจริง: การให้เด็กเล็กซ้อนมอเตอร์ไซค์โดยนั่งด้านหน้าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง แม้กฎหมายจราจรของไทยจะยังไม่มีข้อกำหนดที่ชัดเจนเรื่องตำแหน่งการโดยสารของเด็กบนรถจักรยานยนต์ แต่ในทางปฏิบัติและตามหลักความปลอดภัยสากล ถือเป็นพฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง
เหตุผลด้านความปลอดภัย:
- แรงกระแทก: หากเกิดการเบรกกะทันหัน หรืออุบัติเหตุ เด็กจะถูกกระแทกเข้ากับแฮนด์รถหรือรถคันหน้าโดยตรง และอาจกระเด็นออกจากรถได้ง่าย
- การควบคุมรถ: การมีเด็กนั่งด้านหน้าจะบดบังทัศนวิสัยของผู้ขับขี่ ทำให้ควบคุมรถได้ลำบากขึ้น และทำให้การทรงตัวของรถไม่สมดุล
- การป้องกัน: เด็กไม่สามารถยึดจับตัวผู้ขับขี่ได้อย่างมั่นคง และหากผู้ขับขี่เสียการทรงตัว เด็กก็จะได้รับอันตรายโดยตรง
- ความสูงและน้ำหนัก: เด็กเล็กไม่เหมาะกับการนั่งบนรถจักรยานยนต์ที่กำลังวิ่ง เพราะโครงสร้างร่างกายยังไม่แข็งแรงพอที่จะรับแรงกระแทกหรือแรงเหวี่ยง
4.”ขับตามรถคันหน้าใกล้ ๆ จะได้ไปเร็วขึ้น”
ความเชื่อผิด ๆ: ผู้ขับขี่บางคนคิดว่าการขับรถจี้ท้ายคันหน้า จะช่วยให้เดินทางได้เร็วขึ้น หรือเป็นการเร่งบอกให้รถคันหน้าไปเร็วขึ้น
ความจริง: การขับรถจี้ท้ายคันหน้าเป็นการกระทำที่อันตรายและเป็นสาเหตุสำคัญของอุบัติเหตุชนท้าย
เหตุผลด้านความปลอดภัย: การเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าอย่างเพียงพอจะทำให้คุณมี “เวลาตอบสนอง” หรือ “เวลาเบรก” ที่เพียงพอ หากรถคันหน้ามีการเบรกกะทันหัน หรือมีสิ่งกีดขวางข้างหน้า การขับรถชิดคันหน้ามากเกินไปจะทำให้คุณไม่สามารถหยุดรถได้ทันท่วงที เกิดการชนท้ายและอาจเกิดอุบัติเหตุแบบลูกโซ่ตามมา
หลักการเว้นระยะห่างที่เหมาะสม: โดยทั่วไปแนะนำให้ใช้หลัก “ระยะห่าง 3 วินาที” คือ เมื่อรถคันหน้าขับผ่านจุดสังเกตใด ๆ เช่น เสาไฟ, ป้ายจราจร ให้เริ่มนับ 1001, 1002, 1003 หากรถของคุณขับผ่านจุดเดียวกันก่อนที่คุณจะนับถึง 1003 แสดงว่าคุณขับรถใกล้เกินไป ควรเว้นระยะให้มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสภาพอากาศไม่ดี เช่น ฝนตก, หมอกลง ควรเพิ่มระยะห่างเป็น 4-5 วินาที
สถิติที่เกี่ยวข้อง: กรมการขนส่งทางบกและสำนักงานตำรวจแห่งชาติมักระบุว่า “การไม่รักษาระยะห่างที่ปลอดภัย” หรือ “ขับรถประมาทหวาดเสียว” เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยเฉพาะอุบัติเหตุชนท้าย [2]
5.“พกใบขับขี่บ้างไม่พกบ้างก็ไม่เป็นไร”
ความเชื่อผิด ๆ: ผู้ขับขี่บางคนคิดว่าการไม่พกใบขับขี่ติดตัวไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะมีใบขับขี่อยู่แล้ว หรืออาจคิดว่าจะไม่ถูกเรียกตรวจ
ความจริง: ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 42 กำหนดให้ “ผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่ติดตัวขณะขับรถ และต้องแสดงต่อเจ้าพนักงานเมื่อถูกเรียกตรวจ” การฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือหากไม่สะดวกพกใบขับขี่ ตอนนี้ทุกคนสามารถใช้งานใบขับขี่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านแอปพลิเคชัน DLT QR License ได้แล้วเพื่อความสะดวกสบายยิ่งขึ้น
เหตุผลด้านกฎหมายและความปลอดภัย: การพกใบขับขี่เป็นการยืนยันว่าคุณเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ขับขี่รถประเภทนั้นๆ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และผ่านการอบรมกฎจราจรแล้ว นอกจากนี้ ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ การมีใบขับขี่ติดตัวจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถระบุตัวตนและดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ได้รวดเร็วขึ้น
สถิติที่เกี่ยวข้อง: การขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ หรือไม่มีใบอนุญาตขับขี่ติดตัว มักถูกบันทึกเป็นหนึ่งในพฤติกรรมเสี่ยงที่นำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุหรือการละเมิดกฎหมายจราจรอื่น ๆ สถิติจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติมักระบุว่า ผู้ประสบเหตุจำนวนหนึ่งไม่มีใบอนุญาตขับขี่ที่ถูกต้อง ซึ่งส่งผลต่อการควบคุมพฤติกรรมขับขี่และขั้นตอนทางกฎหมาย [3]
6.“ฝนตกหนัก เปิดไฟฉุกเฉินไว้ รถข้างหลังจะได้เห็นเรา”
ความเชื่อผิด ๆ: เป็นความเข้าใจผิดที่แพร่หลายมากในประเทศไทย ผู้ขับขี่จำนวนมากเชื่อว่าการเปิดไฟฉุกเฉินหรือไฟผ่าหมาก ขณะขับขี่ฝ่าฝนตกหนักจะช่วยให้รถคันอื่นมองเห็นได้ง่ายขึ้น
ความจริง: การเปิดไฟฉุกเฉินขณะรถกำลังวิ่งบนถนน ยกเว้นในกรณีฉุกเฉินจริง ๆ ที่รถเสียหรือหยุดนิ่ง เป็นการกระทำที่อันตรายและผิดกฎหมายจราจรเหตุผลด้านความปลอดภัย:
- สร้างความสับสน: ไฟฉุกเฉินมีไว้เพื่อบ่งบอกว่ารถคันนั้นกำลังจอดเสีย หรือกำลังอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ตามปกติ การเปิดไฟฉุกเฉินขณะวิ่งจะทำให้ผู้ขับขี่คันอื่นสับสนว่าคุณกำลังจะหยุด หรือกำลังจะไปทางไหน เพราะไฟเลี้ยวจะไม่ทำงาน
- ไม่สามารถให้สัญญาณเลี้ยวได้: เมื่อเปิดไฟฉุกเฉิน ไฟเลี้ยวซ้าย-ขวาจะไม่สามารถทำงานได้ ทำให้ผู้ขับขี่คันอื่นไม่ทราบทิศทางที่คุณต้องการจะไป หากคุณต้องการเปลี่ยนเลนหรือเลี้ยว
- การมองเห็น: วิธีที่ถูกต้องเมื่อฝนตกหนักคือ เปิดไฟหน้า รถยนต์แบบไฟต่ำ เพื่อเพิ่มทัศนวิสัยในการมองเห็นสำหรับ
ตัวคุณเองและเพื่อให้รถคันอื่นเห็นรถของคุณได้อย่างชัดเจน และถ้ามี ไฟตัดหมอกหน้าและหลัง ก็ควรเปิดใช้งาน
7.”เปิดไฟฉุกเฉินแล้วจะจอดที่ไหนก็ได้”
ความเชื่อผิด ๆ: คล้ายกับข้อ 6 ผู้ขับขี่บางคนใช้ไฟฉุกเฉินเป็นสัญลักษณ์ในการขออนุญาตจอดรถในที่ห้ามจอด หรือจอดในลักษณะที่กีดขวางการจราจร โดยคิดว่าเป็นการแสดงให้เห็นว่าจอดเพียงชั่วคราวและไม่อันตราย
ความจริง: ไฟฉุกเฉินมีไว้สำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่แท้จริงเท่านั้น เช่น รถเสีย, ยางแบน หรือเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้รถยนต์
ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ตามปกติ การจอดในที่ห้ามจอด หรือจอดกีดขวางการจราจร แม้จะเปิดไฟฉุกเฉิน ก็ยังคงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายจราจรและสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ร่วมทางเหตุผลด้านกฎหมายและความปลอดภัย:
- ผิดกฎหมาย: การจอดในที่ห้ามจอด เช่น บนทางเท้า, บริเวณป้ายห้ามจอด, ในช่องทางเดินรถ หรือในที่ที่ทำให้เกิดการกีดขวางการจราจร ล้วนเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ไม่ว่าคุณจะเปิดไฟฉุกเฉินหรือไม่ก็ตาม
- สร้างความสับสน/อุบัติเหตุ: การจอดรถในลักษณะนี้สร้างความสับสนให้กับผู้ขับขี่คนอื่น และอาจทำให้เกิดการจราจรติดขัด หรือเกิดอุบัติเหตุตามมาได้ง่าย โดยเฉพาะในที่ที่ทัศนวิสัยไม่ดี หรือบริเวณทางแยก
หลังจากอ่านครบทั้ง 7 ข้อ พี่เซฟเชื่อว่าหลายคนน่าจะอึ้งว่า…บางเรื่องที่เราทำอยู่ทุกวัน จริง ๆ แล้วมัน “ผิด” และเสี่ยงกว่าที่คิด ก็เพราะความเชื่อผิด ๆ เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็กนะครับ เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของอุบัติเหตุที่สามารถป้องกันได้ หากเรารู้เท่าทันและปรับพฤติกรรมให้ถูกต้อง ความรู้จึงไม่ใช่แค่ทฤษฎีในห้องเรียน แต่มันคืออาวุธสำคัญในการรักษาชีวิตของเราและคนรอบข้าง โดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชน ที่กำลังเติบโตเป็นผู้ใช้ถนนรุ่นใหม่ การเรียนรู้เรื่องความปลอดภัยตั้งแต่วันนี้คือรากฐานของการสร้างวัฒนธรรมขับขี่ที่ดีในอนาคต อย่ารอให้เสียใจก่อนค่อยเปลี่ยน เพราะความประมาทแค่เสี้ยววินาที อาจแลกมาด้วยทั้งชีวิตของใครบางคนบนถนนเส้นเดียวกัน
ที่มา
[1] หมวกกันน็อกป้องกันสมอง, https://shorturl.at/PCzSl
[2] รายงานสถิติสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ กรมการขนส่งทางบก, https://ltsb.dlt.go.th/th/annual-accident-analysis-report[3] รายงานสถิติการกระทำผิดกฎหมายจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, www.royalthaipolice.go.th/thailandstr20.php