จริงหรือคิดไปเอง? 7 ความเชื่อผิด ๆ เรื่องขับขี่ปลอดภัย

7 misconcepts about riding a motorcycle 2
696

Share on

วันนี้พี่เซฟจะชวนทุกคนมาคุยกันเรื่องการขับขี่บนท้องถนนในยุคปัจจุบัน พร้อมกับความเชื่อผิด ๆ ที่พาเราไปเสี่ยงอันตรายบนท้องถนนโดยไม่รู้ตัว

ต้องยอมรับว่าการขับขี่บนท้องถนนเต็มไปด้วยความซับซ้อนและเต็มไปด้วยความท้าทายมากกว่าที่คิด อุบัติเหตุทางถนนเป็นปัญหาระดับชาติที่คร่าชีวิตและสร้างความเสียหายให้กับคนไทยจำนวนมากในแต่ละปี สาเหตุหลักส่วนหนึ่งมาจากความประมาท ขาดความตระหนัก และที่สำคัญคือ ความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับกฎจราจรและพฤติกรรมการขับขี่ที่ปลอดภัย ยิ่งในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น ซึ่งเป็นกลุ่มที่เพิ่งเริ่มต้นหรือยังขาดประสบการณ์ในการขับขี่ที่เพียงพอ

บทความนี้จะพาทุกคนไปถอดรหัส 7 ความเชื่อผิด ๆ ที่มักพบเห็นบ่อยครั้งบนท้องถนน พร้อมอธิบายเหตุผล กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และข้อมูลสถิติเพื่อย้ำเตือนถึงความสำคัญของการขับขี่อย่างถูกต้องและปลอดภัย  

1.“ขับมอเตอร์ไซค์ขึ้นสะพานได้ ไม่เป็นไร”

ความเชื่อผิด ๆ: ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์หลายคนเข้าใจว่าสามารถขับขี่ขึ้นสะพานข้ามแยก หรือลงอุโมงค์ลอดแยกได้เหมือนรถยนต์
ความจริง: ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 139 (1) ข้อ 3 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ รถยนต์สามล้อ และรถลากจูง เดินรถในช่องเดินรถที่จัดไว้สำหรับรถยนต์อื่นโดยเฉพาะ หรือบนทางคู่ขนาน หรือบนทางยกระดับ เว้นแต่จะมีเครื่องหมายจราจรที่แสดงให้รถจักรยานยนต์เดินรถได้” สะพานข้ามแยกและอุโมงค์ส่วนใหญ่ในเขตเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร มักจะมีป้าย “ห้ามรถจักรยานยนต์ขึ้น/ลง” อย่างชัดเจน ซึ่งการฝ่าฝืนมีโทษปรับ

สะพานข้ามทางร่วมทางแยก สะพานยกระดับ และสะพานข้ามแม่น้ำ ที่ห้ามรถจักรยานยนต์ รถจักรยาน รถยนต์สามล้อม และล้อเลื่อนลากเข็นทุกชนิดเดินรถ มีจำนวน  39 แห่ง ได้แก่  

  1. สะพานยกระดับข้ามแยกคลองตัน
  2. สะพานยกระดับข้ามแยกอโศก‑เพชร
  3. สะพานข้ามแยกรามคำแหง
  4. สะพานข้ามแยกประชาสงเคราะห์
  5. สะพานข้ามแยกสามเหลี่ยมดินแดง
  6. สะพานข้ามแยกตึกชัย
  7. สะพานข้ามแยกราชเทวี
  8. สะพานข้ามแยกประตูน้ำ
  9. สะพานข้ามแยกยมราช
  10. สะพานข้ามแยกกำแพงเพชร
  11. สะพานข้ามแยกรัชดา‑ลาดพร้าว
  12. สะพานข้ามแยกสุทธิสาร
  13. สะพานข้ามแยกรัชโยธิน
  14. สะพานข้ามแยกประชานุกูล
  15. สะพานข้ามแยกวงศ์สว่าง
  16. สะพานข้ามแยกวงเวียนบางเขน
  17. สะพานยกระดับถนนสุวินทวงศ์
  18. สะพานยกระดับข้ามแยกร่มเกล้า (ถนนรามคำแหง)
  19. สะพานยกระดับข้ามแยกลาดบัวขาว (ถนนรามคำแหง)
  20. สะพานยกระดับข้ามแยกมีนบุรี
  21. สะพานข้ามแยกบรรจุสินค้า ICD ถนนเจ้าคุณทหาร
  22. สะพานข้ามแยกลำสาลี
  23. สะพานยกระดับถนนรามคำแหง
  24. สะพานข้ามแยกศรีอุดม
  25. สะพานเข้ามแยกประเวศ
  26. สะพานข้ามแยกบางกะปิ
  27. สะพานไทย‑เบลเยียม
  28. สะพานข้ามถนนนางลิ้นจี่
  29. สะพานข้ามแยกรัชดา‑พระราม 4
  30. สะพานภูมิพล 1
  31. สะพานข้ามแยกคลองตัน (ซ้ำรายการเดิม)
  32. สะพานข้ามแยกศิครินทร์
  33. สะพานไทย‑ญี่ปุ่น
  34. สะพานข้ามแยกบรมราชชนนี
  35. สะพานข้ามแยกบางผลัด
  36. สะพานข้ามแยกพระราม 2
  37. สะพานข้ามแยกตากสิน
  38. สะพานข้ามแยกนิลการ
  39. สะพานข้ามแยกบางพฤกษ์

อุโมงค์ลอดทางร่วมทางแยกที่ห้ามรถจักรยานยนต์ รถจักรยาน รถยนต์สามล้อม และล้อเลื่อนลากเข็นทุกชนิดเดินรถ มี 5 แห่ง ได้แก่

  1. อุโมงค์วงเวียนบางเขน
  2. อุโมงค์ทางลอดแยกศรีอุดม
  3. อุโมงค์ทางลอดแยกบรมราชชนนี
  4. อุโมงค์ทางลอดแยกบางพลัด
  5. อุโมงค์ทางลอดแยกท่าพระ

เหตุผลด้านความปลอดภัย: การห้ามรถจักรยานยนต์ขึ้นสะพานข้ามแยกหรือลงอุโมงค์เป็นไปเพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่เอง เนื่องจากช่องจราจรบนสะพาน/ในอุโมงค์มักแคบ รถยนต์มักจะใช้ความเร็วสูง และอาจมีการเปลี่ยนช่องทางกะทันหัน หรือแม้กระทั่งการเบรกฉุกเฉินของรถจักรยานยนต์อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงกับรถยนต์ที่ตามมาได้ง่าย นอกจากนี้ พื้นผิวถนนบนสะพานและในอุโมงค์บางครั้งอาจลื่นกว่าปกติ  

ที่มา :  ข้อบังคบเจ้าพนักงานจราจรในเขตกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยการห้ามรถบางชนิดและล้อเลื่อนลากเข็ม เดินบนสะพานข้ามทางร่วมทางแยก สะพานยกระดับ สะพานข้ามแม่น้ำ และในอุโมงค์ลอดทางร่วมทางแยก พ.ศ. 2559, ราชกิจจานุเบกษา https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2559/E/162/15.PDF 

2.“คนซ้อนท้ายไม่ต้องใส่หมวกกันน็อกก็ได้”

ความเชื่อผิด ๆ: หลายคนเชื่อว่าเฉพาะผู้ขับขี่เท่านั้นที่ต้องสวมหมวกกันน็อก ส่วนคนซ้อนท้ายไม่จำเป็น หรือให้ความสำคัญน้อย
ความจริง: ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 122 กำหนดให้ “ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์และคนโดยสารรถจักรยานยนต์ต้องสวมหมวกนิรภัย” เพื่อป้องกันอันตรายในขณะขับขี่และโดยสาร หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท   
เหตุผลด้านความปลอดภัย: หมวกกันน็อกคืออุปกรณ์ป้องกันศีรษะที่สำคัญที่สุดในกรณีเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่หรือผู้ซ้อนท้ายก็มีความเสี่ยงที่จะได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะได้ไม่ต่างกัน หากเกิดอุบัติเหตุการไม่สวมหมวกกันน็อกสามารถนำไปสู่การบาดเจ็บรุนแรงถึงขั้นพิการหรือเสียชีวิตได้
สถิติที่เกี่ยวข้อง: ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุ ระบุว่า ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์จำนวนมาก ไม่ได้สวมหมวกกันน็อก หรือสวมหมวกที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะกลุ่มคนซ้อนท้ายที่มักถูกละเลย การศึกษาในหลายประเทศยืนยันว่าการสวมหมวกกันน็อกสามารถลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ได้ถึง 39% และลดความรุนแรงของการบาดเจ็บที่ศีรษะได้ถึง 72% [1]

3.”ถ้ามีเด็กซ้อนมอเตอร์ไซค์ให้นั่งหน้าได้เลย”

ความเชื่อผิด ๆ: ผู้ปกครองหรือผู้ขับขี่บางคนคิดว่าการให้เด็กนั่งด้านหน้าระหว่างผู้ขับขี่กับแฮนด์ จะช่วยให้มองเห็นและดูแลเด็กได้
ความจริง: การให้เด็กเล็กซ้อนมอเตอร์ไซค์โดยนั่งด้านหน้าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง แม้กฎหมายจราจรของไทยจะยังไม่มีข้อกำหนดที่ชัดเจนเรื่องตำแหน่งการโดยสารของเด็กบนรถจักรยานยนต์ แต่ในทางปฏิบัติและตามหลักความปลอดภัยสากล ถือเป็นพฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง

เหตุผลด้านความปลอดภัย:

  • แรงกระแทก: หากเกิดการเบรกกะทันหัน หรืออุบัติเหตุ เด็กจะถูกกระแทกเข้ากับแฮนด์รถหรือรถคันหน้าโดยตรง และอาจกระเด็นออกจากรถได้ง่าย
  • การควบคุมรถ: การมีเด็กนั่งด้านหน้าจะบดบังทัศนวิสัยของผู้ขับขี่ ทำให้ควบคุมรถได้ลำบากขึ้น และทำให้การทรงตัวของรถไม่สมดุล
  • การป้องกัน: เด็กไม่สามารถยึดจับตัวผู้ขับขี่ได้อย่างมั่นคง และหากผู้ขับขี่เสียการทรงตัว เด็กก็จะได้รับอันตรายโดยตรง
  • ความสูงและน้ำหนัก: เด็กเล็กไม่เหมาะกับการนั่งบนรถจักรยานยนต์ที่กำลังวิ่ง เพราะโครงสร้างร่างกายยังไม่แข็งแรงพอที่จะรับแรงกระแทกหรือแรงเหวี่ยง

4.”ขับตามรถคันหน้าใกล้ ๆ จะได้ไปเร็วขึ้น”

ความเชื่อผิด ๆ: ผู้ขับขี่บางคนคิดว่าการขับรถจี้ท้ายคันหน้า จะช่วยให้เดินทางได้เร็วขึ้น หรือเป็นการเร่งบอกให้รถคันหน้าไปเร็วขึ้น
ความจริง: การขับรถจี้ท้ายคันหน้าเป็นการกระทำที่อันตรายและเป็นสาเหตุสำคัญของอุบัติเหตุชนท้าย
เหตุผลด้านความปลอดภัย: การเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าอย่างเพียงพอจะทำให้คุณมี “เวลาตอบสนอง” หรือ “เวลาเบรก” ที่เพียงพอ หากรถคันหน้ามีการเบรกกะทันหัน หรือมีสิ่งกีดขวางข้างหน้า การขับรถชิดคันหน้ามากเกินไปจะทำให้คุณไม่สามารถหยุดรถได้ทันท่วงที เกิดการชนท้ายและอาจเกิดอุบัติเหตุแบบลูกโซ่ตามมา
หลักการเว้นระยะห่างที่เหมาะสม: โดยทั่วไปแนะนำให้ใช้หลัก “ระยะห่าง 3 วินาที” คือ เมื่อรถคันหน้าขับผ่านจุดสังเกตใด ๆ เช่น เสาไฟ, ป้ายจราจร ให้เริ่มนับ 1001, 1002, 1003 หากรถของคุณขับผ่านจุดเดียวกันก่อนที่คุณจะนับถึง 1003 แสดงว่าคุณขับรถใกล้เกินไป ควรเว้นระยะให้มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสภาพอากาศไม่ดี เช่น ฝนตก, หมอกลง ควรเพิ่มระยะห่างเป็น 4-5 วินาที
สถิติที่เกี่ยวข้อง: กรมการขนส่งทางบกและสำนักงานตำรวจแห่งชาติมักระบุว่า “การไม่รักษาระยะห่างที่ปลอดภัย” หรือ “ขับรถประมาทหวาดเสียว” เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยเฉพาะอุบัติเหตุชนท้าย [2]

5.“พกใบขับขี่บ้างไม่พกบ้างก็ไม่เป็นไร”

ความเชื่อผิด ๆ: ผู้ขับขี่บางคนคิดว่าการไม่พกใบขับขี่ติดตัวไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะมีใบขับขี่อยู่แล้ว หรืออาจคิดว่าจะไม่ถูกเรียกตรวจ
ความจริง: ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 42 กำหนดให้ “ผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่ติดตัวขณะขับรถ และต้องแสดงต่อเจ้าพนักงานเมื่อถูกเรียกตรวจ” การฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือหากไม่สะดวกพกใบขับขี่ ตอนนี้ทุกคนสามารถใช้งานใบขับขี่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านแอปพลิเคชัน DLT QR License ได้แล้วเพื่อความสะดวกสบายยิ่งขึ้น
เหตุผลด้านกฎหมายและความปลอดภัย: การพกใบขับขี่เป็นการยืนยันว่าคุณเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ขับขี่รถประเภทนั้นๆ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และผ่านการอบรมกฎจราจรแล้ว นอกจากนี้ ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ การมีใบขับขี่ติดตัวจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถระบุตัวตนและดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ได้รวดเร็วขึ้น
สถิติที่เกี่ยวข้อง: การขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ หรือไม่มีใบอนุญาตขับขี่ติดตัว มักถูกบันทึกเป็นหนึ่งในพฤติกรรมเสี่ยงที่นำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุหรือการละเมิดกฎหมายจราจรอื่น ๆ สถิติจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติมักระบุว่า ผู้ประสบเหตุจำนวนหนึ่งไม่มีใบอนุญาตขับขี่ที่ถูกต้อง ซึ่งส่งผลต่อการควบคุมพฤติกรรมขับขี่และขั้นตอนทางกฎหมาย [3]

6.“ฝนตกหนัก เปิดไฟฉุกเฉินไว้ รถข้างหลังจะได้เห็นเรา”

ความเชื่อผิด ๆ: เป็นความเข้าใจผิดที่แพร่หลายมากในประเทศไทย ผู้ขับขี่จำนวนมากเชื่อว่าการเปิดไฟฉุกเฉินหรือไฟผ่าหมาก ขณะขับขี่ฝ่าฝนตกหนักจะช่วยให้รถคันอื่นมองเห็นได้ง่ายขึ้น
ความจริง: การเปิดไฟฉุกเฉินขณะรถกำลังวิ่งบนถนน ยกเว้นในกรณีฉุกเฉินจริง ๆ ที่รถเสียหรือหยุดนิ่ง เป็นการกระทำที่อันตรายและผิดกฎหมายจราจร

เหตุผลด้านความปลอดภัย:

  • สร้างความสับสน: ไฟฉุกเฉินมีไว้เพื่อบ่งบอกว่ารถคันนั้นกำลังจอดเสีย หรือกำลังอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ตามปกติ การเปิดไฟฉุกเฉินขณะวิ่งจะทำให้ผู้ขับขี่คันอื่นสับสนว่าคุณกำลังจะหยุด หรือกำลังจะไปทางไหน เพราะไฟเลี้ยวจะไม่ทำงาน
  • ไม่สามารถให้สัญญาณเลี้ยวได้: เมื่อเปิดไฟฉุกเฉิน ไฟเลี้ยวซ้าย-ขวาจะไม่สามารถทำงานได้ ทำให้ผู้ขับขี่คันอื่นไม่ทราบทิศทางที่คุณต้องการจะไป หากคุณต้องการเปลี่ยนเลนหรือเลี้ยว
  • การมองเห็น: วิธีที่ถูกต้องเมื่อฝนตกหนักคือ เปิดไฟหน้า รถยนต์แบบไฟต่ำ เพื่อเพิ่มทัศนวิสัยในการมองเห็นสำหรับ
    ตัวคุณเองและเพื่อให้รถคันอื่นเห็นรถของคุณได้อย่างชัดเจน และถ้ามี ไฟตัดหมอกหน้าและหลัง ก็ควรเปิดใช้งาน

7.”เปิดไฟฉุกเฉินแล้วจะจอดที่ไหนก็ได้”

ความเชื่อผิด ๆ: คล้ายกับข้อ 6 ผู้ขับขี่บางคนใช้ไฟฉุกเฉินเป็นสัญลักษณ์ในการขออนุญาตจอดรถในที่ห้ามจอด หรือจอดในลักษณะที่กีดขวางการจราจร โดยคิดว่าเป็นการแสดงให้เห็นว่าจอดเพียงชั่วคราวและไม่อันตราย
ความจริง: ไฟฉุกเฉินมีไว้สำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่แท้จริงเท่านั้น เช่น รถเสีย, ยางแบน หรือเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้รถยนต์
ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ตามปกติ การจอดในที่ห้ามจอด หรือจอดกีดขวางการจราจร แม้จะเปิดไฟฉุกเฉิน ก็ยังคงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายจราจรและสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ร่วมทาง

เหตุผลด้านกฎหมายและความปลอดภัย:

  • ผิดกฎหมาย: การจอดในที่ห้ามจอด เช่น บนทางเท้า, บริเวณป้ายห้ามจอด, ในช่องทางเดินรถ หรือในที่ที่ทำให้เกิดการกีดขวางการจราจร ล้วนเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ไม่ว่าคุณจะเปิดไฟฉุกเฉินหรือไม่ก็ตาม
  • สร้างความสับสน/อุบัติเหตุ: การจอดรถในลักษณะนี้สร้างความสับสนให้กับผู้ขับขี่คนอื่น และอาจทำให้เกิดการจราจรติดขัด หรือเกิดอุบัติเหตุตามมาได้ง่าย โดยเฉพาะในที่ที่ทัศนวิสัยไม่ดี หรือบริเวณทางแยก

หลังจากอ่านครบทั้ง 7 ข้อ พี่เซฟเชื่อว่าหลายคนน่าจะอึ้งว่า…บางเรื่องที่เราทำอยู่ทุกวัน จริง ๆ แล้วมัน “ผิด” และเสี่ยงกว่าที่คิด ก็เพราะความเชื่อผิด ๆ เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็กนะครับ เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของอุบัติเหตุที่สามารถป้องกันได้ หากเรารู้เท่าทันและปรับพฤติกรรมให้ถูกต้อง ความรู้จึงไม่ใช่แค่ทฤษฎีในห้องเรียน แต่มันคืออาวุธสำคัญในการรักษาชีวิตของเราและคนรอบข้าง โดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชน ที่กำลังเติบโตเป็นผู้ใช้ถนนรุ่นใหม่ การเรียนรู้เรื่องความปลอดภัยตั้งแต่วันนี้คือรากฐานของการสร้างวัฒนธรรมขับขี่ที่ดีในอนาคต อย่ารอให้เสียใจก่อนค่อยเปลี่ยน เพราะความประมาทแค่เสี้ยววินาที อาจแลกมาด้วยทั้งชีวิตของใครบางคนบนถนนเส้นเดียวกัน

ที่มา
[1] หมวกกันน็อกป้องกันสมอง, https://shorturl.at/PCzSl

[2] รายงานสถิติสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ กรมการขนส่งทางบก, https://ltsb.dlt.go.th/th/annual-accident-analysis-report

[3] รายงานสถิติการกระทำผิดกฎหมายจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, www.royalthaipolice.go.th/thailandstr20.php

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

978
“ความปลอดภัยทางถนน ต้องเริ่มจัดการที่ระบบ ควบคู่กับการให้ความรู้ และปลูกจิตสำนึก” เสียงจากแพทย์ผู้ปูทางขับขี่ปลอดภัยในไทย
683
ง่วง…หลับ…และตกจากเบาะหลัง ทุกเย็นหลังเลิกเรียน ภาพที่คุ้นตาคือ เด็กประถมสะพายเป้ใบใหญ่ ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของพ่อแม่กลับบ้าน
1,181
การทัศนศึกษาคือวันที่เด็ก ๆ รอคอย! เพราะเป็นโอกาสให้พวกเขาได้ออกไปเปิดโลก เรียนรู้นอกห้องเรียน

สนับสนุนโดย

บริหารจัดการโดย

ติดตามข่าวสารของเรา

Loading

© Copyright 2022 Safe Education Thailand. All rights reserved.