Share on
“สมอง” อวัยวะหลักของระบบประสาทมนุษย์ที่น่าอัศจรรย์ แบ่งออกเป็น 2 ซีกที่รู้กันคือ ซีกซ้ายมีความสามารถด้านคิดวิเคราะห์ ซีกขวามีความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนี้สมองยังถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ซีรีบรัม (Cerebrum), ซีรีเบลลัม (Cerebellum), และก้านสมอง (Brainstem) มีน้ำหนักสมองโดยรวมประมาณ 1.2-1.4 กิโลกรัม มีเซลล์ประสาทมากกว่า 1 แสนล้านเซลล์ทำงานเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย เพื่อใช้สั่งการการทำงานของกล้ามเนื้อ รับรู้และประมวลผล การคิดวิเคราะห์ตัดสินใจ ควบคุมอารมณ์ความรู้สึก พฤติกรรม การจดจำและการเรียนรู้ของมนุษย์1
ซึ่งวันนี้พี่เซฟคงไม่ได้มาสอนเรื่องกายวิภาคของสมอง แต่จะมาชวนมองถึงรูปแบบการตัดสินใจของสมองมนุษย์ในอีกด้านหนึ่งที่มีผลต่อความปลอดภัยทางถนน ด้วยสมอง 2 ระบบ ได้แก่ ระบบที่ 1 “Thinking Fast คิดเร็วแบบออโต้” และระบบที่ 2 “Thinking Slow คิดช้าแบบไตร่ตรอง” อ้างอิงข้อมูลจากหนังสือ “Thinking, Fast and Slow” โดย ดร.แดเนียล คาเนมัน นักจิตวิทยาและนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม เจ้าของรางวัลโนเบลในปี 2002
ซึ่งทั้งสองระบบจะต้องทำงานควบคู่กัน เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจให้ทรงประสิทธิภาพที่สุดด้วย “6 ทริคฝึกสมอง รู้คิด รู้รอด ปลอดภัยทางถนน” ที่พี่เซฟขอนำมาโยงเข้ากับเรื่องของการเดินทาง ให้เป็นเทคนิคแนวทางที่ทุกคนนำไปปรับใช้ได้เลย ว่าแต่จะมีเนื้อหาอย่างไรนั้น ไปติดตามกันครับ
1.หยุดก่อน รีบไม่ช่วยรอด
ระบบ 1 คิดเร็ว ด่วนสรุป ผิดพลาดง่าย หากไม่นำระบบ 2 เข้ามาประกบทำงานควบคู่ไปด้วย เพราะระบบ 1 ตัดสินใจได้เลย แม้ว่าข้อมูลจะไม่เพียงพอ (Halo Effect) หรือการหาข้อมูลต่าง ๆ มายืนยันความคิดของเรานั้นถูกต้องแล้ว (Confirmation Bias) ล้วนเป็นความเสี่ยงที่มาจากอคติทางความคิด นำไปสู่ความเสี่ยงทางถนนได้ เช่น ขับรถมาเจอ 4 แยกบนเส้นทางที่ไม่เคยผ่านมาก่อน ขับผ่านแยกโดยไม่ชะลอรถและตรวจสอบให้ดี เพราะคิดว่าอยู่บนทางเอกจึงขับผ่านได้ก่อน จนชนเข้ากับรถที่วิ่งมาอีกเส้นทาง
2.ชัวร์ก่อนมั่นใจ ปลอดภัยกว่าเดิม
ใช้ระบบ 2 ทำงานเป็นคู่หูความคิดร่วมกับระบบ 1 เพราะระบบ 2 คิดช้า ใช้พลังงานเยอะ แต่ช่วยวิเคราะห์เรื่องที่ซับซ้อนได้ดี ทำให้เราไม่ด่วนสรุปไปสะทีเดียว ดึงระบบ 2 มาใช้มากขึ้น เมื่อเจอเข้ากับสถานการณ์ยาก ๆ ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับคน รถ หรือสภาพแวดล้อมทางถนน เช่น เมื่อเราเห็นไฟเขียวอยู่ไกลแล้วเร่งเครื่องทันทีเพราะมั่นใจว่าทัน ทั้งที่ระยะเบรกไม่พอ และไม่เห็นรถคนอื่นที่อาจจะฝ่าไฟแดงสวนมา การคิดว่า ‘ไฟเขียว = ปลอดภัยแน่ ส่งผลให้ระบบ 1 ทำงานและตัดสินใจอย่างรวดเร็ว สมองคิดแบบประหยัดพลังงานสุด ๆ แต่ก็เสี่ยงสุด ๆ ด้วยเช่นกัน อิงตามกฎ Law of Least Effort
3.คุ้นไม่ได้แปลว่าชัวร์
“ขี่มอเตอร์ไซค์ไม่สวมหมวกกันน็อกมาตั้งนานยังไม่เห็นเป็นอะไร”, “โค้งนี้ผ่านมาเป็นร้อยรอบแล้วไม่เห็นต้องชะลอเลย”, “เส้นนี้ขับเร็วเกินกำหนดตลอด ยังไม่เคยเจอเข้ากับอุบัติเหตุสะที” ความคุ้นชินแบบเสี่ยงตุยเหล่านี้ สมองจะจดจำว่าไม่เป็นอันตราย นำไปสู่พฤติกรรมอันตรายแบบเดิม ๆ เพราะระบบ 1 ชอบประมวลผลแบบง่าย ๆ ใช้พลังงานสมองน้อย อะไรที่คุ้นเคย รอดเสี่ยงมาได้ เลยทำเหมือนเดิม (Cognitive Ease) ให้ดีลองดูสถิตินี้เทียบเคียงดู “กว่า 50 ใน 100 คน เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางถนนไม่ไกลจากบ้านรัศมีเพียง 5 กิโลเมตร” (ข้อมูลจาก บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด, ปี 2566)
4.คิดล่วงหน้า = รอดล่วงหน้า
ไม่คาดเดา ไม่วัดดวง เพราะชีวิตเป็นของเรา เราเลือกรับผิดชอบความปลอดภัยของตนเองได้ ไม่ปล่อยให้เป็นเพียงแค่เรื่องของโชคชะตา เพราะด้วยสมอง 2 ระบบ สามารถใช้คาดการณ์ความเสี่ยงทางถนนได้ มองเห็นแบบแผนที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ที่ทำให้เรารู้ได้ล่วงหน้าว่ามีความเสี่ยงถึงชีวิต เช่น มองรถข้างหน้า 2-3 คัน ว่าเค้าจะขับยังไง หรือขณะขับอยู่ในเลนกลางแล้วเห็นรถคันหน้าในเลนขวาเบรกกะทันหัน เราควรเริ่มชะลอก่อนทันที ไม่ต้องรอให้รถตรงหน้าเราเบรกด้วย นี่คือตัวอย่างของการคาดการณ์ล่วงหน้าจากรูปแบบของรถคันอื่น (Anticipation) ไม่ใช่แค่ขับตามสัญชาตญาณ
5.ใจเย็นไว้ ให้เหตุผลนำทาง
เข้าใจง่าย ๆ เลยก็คือ ให้มองโลกตามจริง ไม่ประเมินแบบโลกสวยเกินเบอร์หรือหดหู่เกินไป ซึ่งอคติเหล่านี้มักมาจากมุมมองภายในของเราเพียงฝ่ายเดียว (Inside View) ฉะนั้นให้นำมุมมองหรือข้อมูลจากภายนอกเข้ามาประกอบการตัดสินใจด้วย (Outside View) ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเชิงสถิติ แนวโน้มความน่าจะเป็น อัตราการเกิดอุบัติเหตุและสาเหตุปัจจัยให้เกิดปัญหา จะช่วยปรับจูนมุมมองของเราให้เป็นกลาง ช่วยลดการตัดสินใจผิดพลาดขณะขับขี่ได้มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น หากถูกบีบแตรใส่กลางแยก แทนที่เราจะตอบโต้ด้วยการแซงหรือเบรกใส่แบบหัวร้อน ให้ใช้เหตุผลคิดว่าอาจเป็นเพราะอีกฝ่ายรีบหรือไม่เห็นเรา แบบนี้จะลดความเสี่ยงและความเครียดได้ดีกว่า
6.อย่ารอพลาด ถึงจะเปลี่ยน
ตามทฤษฎี Loss Aversion ระบุว่า การสูญเสียมีพลังมากกว่าการได้มา หรือในสุภาษิตไทยที่ว่า “ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา” คงไม่เกินจริง แม้คนเราจะตอบสนองเรื่องร้ายมากกว่าเรื่องดี เพราะเป็นกลไกเอาชีวิตรอดของมนุษย์ตามธรรมชาติ แต่จะดีกว่าไหม หากเราไม่ต้องมานั่งเสียใจในภายหลัง เลือกที่จะป้องกัน ลดพฤติกรรมเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง เพราะเรื่องของชีวิตหากสูญเสียไปแล้ว อยากจะทวงคืนมากเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถย้อนอดีตกลับไปแก้ไขได้ ยกตัวอย่างเช่น ดื่มแค่ “สองแก้ว” คิดว่าไม่เมา ขับกลับเองได้ แล้วสุดท้ายหลับในชนคันอื่น ตุยทั้งผู้ดื่มและคนไม่เกี่ยวข้อง หากเกิดแบบนี้ขึ้นคงไม่เหลืออนาคตให้เปลี่ยนอีกแล้ว
พอมาซูมอิน (Zoom in) ดูการทำงานของสมองแบบนี้แล้ว ทำให้เข้าใจที่มาพฤติกรรมของมากขึ้น ไม่ว่าจะพฤติกรรมเสี่ยงหรือพฤติกรรมเซฟ ก็มาจากการประมวลผลและตัดสินใจของสมอง ทั้งระบบคิดเร็วและระบบคิดช้าควรทำงานสอดประสาน นำมาใช้คาดการณ์ความปลอดภัยทางถนนให้มากขึ้น และลดการตัดสินใจผิดพลาดให้เหลือศูนย์กันนะครับ
ที่มา :
– สมองมนุษย์, Wikipedia : https://shorturl.at/kzQp7
– สมองซีกซ้าย สมองซีกขวา คุณถนัดใช้สมองซีกไหน?, MedPark Hospital: https://shorturl.at/9BCXc
– สรุปหนังสือ Thinking, Fast and Slow: คิดเร็ว คิดช้า คิดอย่างไรให้ไม่โดนหลอก, The Zepia World https://shorturl.at/GqfVJ