แบบฝึกหัด “รู้จักแรง G = รอด” ควิซความรู้กู้ชีวิต

แบบฝึกหัด “รู้จักแรง G = รอด” ควิซความรู้กู้ชีวิต
687

Share on

รู้หรือไม่!! แค่รู้จักแรง G ก็อาจช่วยให้รอดจากอุบัติเหตุร้ายแรงได้!

หากใครชอบดูหนังเกี่ยวกับเครื่องบินขับไล่ หรือเป็นแฟนคลับดูการแข่งรถ Formula 1 น่าจะคุ้นเคยกับแรง G นี้ดี เพราะเป็นแรงกดมหาศาลที่ได้รับการกล่าวถึงอยู่บ่อยครั้ง เป็นสิ่งที่นักบินและนักแข่งกังวล ต้องเตรียมตัวฝึกฝนร่างกายให้พร้อมรับกับแรง G
ให้ได้สูงกว่าคนปกติอย่างเรา ๆ จะรับไหว

“แรง G” คือ แรงทางฟิสิกส์ที่เกิดขึ้นเมื่อรถเบรกกระทันหัน หรือชนเข้ากับบางสิ่ง และมันคือสาเหตุที่ทำให้
แม้ขับช้า แต่ถ้าไม่คาดเข็มขัด ก็ยังบาดเจ็บรุนแรงหรือเสียชีวิตได้

โดยตามหลักฟิสิกส์แล้ว “แรง G หรือ G-Force” นั้น ตัว G ย่อมาจากคำว่า Gravity หรือแรงโน้มถ่วง เป็นแรงดึงดูดที่กระทำต่อมวลวัตถุทุกชนิดบนโลกไม่ให้หลุดลอยออกนอกอวกาศ ช่วยดึงดูดเข้าสู่ศูนย์กลางโลกอยู่เสมอ แรง G เป็นหน่วยที่นำมาใช้วัดอัตราเร่งที่กระทำต่อมวลวัตถุบนโลกที่เกิดขึ้นได้ทุกทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นแนวดิ่ง แนวระนาบ หรือแนวด้านข้าง ส่วนแรง G จะเพิ่มขึ้นหรือลดขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ อาทิ ความเร็ว น้ำหนักของวัตถุ การเบรก และการเปลี่ยนทิศทาง ทั้งนี้มนุษย์อย่างเราวิวัฒนาการด้วยค่า 1G มาโดยตลอด และร่างกายทนรับแรง G+ สูงสุดได้ประมาณ 9-10G และ G- ต่ำสุดได้ประมาณ 2-3G เท่านั้น ซึ่งเป็นอัตราเร่งที่เป็นอันตรายต่อชีวิตได้เลย หากไม่ปรับค่า G ให้กลับมาเป็นปกติโดยเร็ว

เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น พี่เซฟขอยกตัวอย่างแรง G ผ่านรูปแบบกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์มากฝากกัน เช่น  

  • แรงโน้มถ่วงของโลกในแนวดิ่งที่ระดับน้ำทะเล : 1G
  • รถสปอร์ต : 1.3G
  • รถไฟเหาะตีลังกา: 4G
  • รถฟอร์มูล่าวัน (F1) : 5G
  • การชนของรถยนต์เป็นเหตุให้คนภายในรถเสียชีวิต : 70-100G

ทำไมเด็ก ๆ ต้องเรียนรู้เรื่อง “แรง G” ในการขับขี่ปลอดภัย?

1. เพราะแรง G คือ “แรงที่มองไม่เห็น แต่ทำให้เจ็บหนักได้จริง”

เวลาเกิดอุบัติเหตุ เช่น รถเบรกกะทันหัน รถชน หรือรถพลิกคว่ำ แรง G จะทำให้ร่างกายของเรา “เหวี่ยง” ไปด้วยความเร็วและแรงมหาศาล ร่างกายของเด็กที่มีน้ำหนักเบา แต่แรง G ที่พุ่งใส่ตอนเกิดเหตุอาจเทียบเท่ากับแรงกระแทกจากรถบรรทุก หรือการร่วงหล่นจากตึกหลายชั้น

2. เพราะความเข้าใจแรง G ช่วยให้ “เลือกทำสิ่งที่ถูกต้องนำไปสู่ความปลอดภัย”

การคาดเข็มขัดนิรภัย การสวมหมวกกันน็อก การไม่นั่งท้ายกระบะ ไม่ใช่แค่ “ทำเพราะครูหรือพ่อแม่บอก” แต่ทำเพราะเข้าใจว่ากำลัง “ปกป้องตัวเองจากแรงที่เอาไม่อยู่” เด็กที่เข้าใจแรง G จะมีพฤติกรรมปลอดภัยโดยสมัครใจ เพราะรู้ว่าเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ใช่แค่ทำตามกฎ

3. เพราะเด็กคือ “ผู้โดยสาร” ที่เสี่ยงที่สุด แต่ก็ถูกละเลยบ่อยที่สุด

เด็กหลายคนซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์โดยไม่สวมหมวกกันน็อก นั่งรถยนต์โดยไม่คาดเข็มขัดนิรภัย หรือนั่งท้ายกระบะโดยไม่มีที่ยึดเหนี่ยวเลย พี่เชฟเชื่อว่า หากคุณครู หรือผู้ปกครองให้ความรู้เรื่องแรง G จะช่วยให้พวกเขารู้จักปฏิเสธด้วยเหตุผล และหาทางเลือกที่ปลอดภัยกับตัวเองมากกว่า  

4. เพราะนี่คือ “วิทยาศาสตร์ที่ใช้ได้ในชีวิตจริง”

นี่ไม่ใช่เรื่องฟิสิกส์ยาก ๆ สำหรับนักวิทยาศาสตร์ แต่มันคือเรื่องที่ทุกคนควรรู้ เพื่อรอดจากอุบัติเหตุ เด็กจะเห็นว่า “การเรียนรู้ในห้องเรียน” เชื่อมโยงกับ “การเอาตัวรอดนอกห้องเรียน” ได้จริง

5. เพราะเด็ก ๆ ควรมีโอกาส “รู้ก่อนเจ็บ ลดความเสี่ยง”

ไม่ต้องรอให้เกิดอุบัติเหตุกับตัวเองหรือคนใกล้ตัว ถ้าแค่เข้าใจว่าแรง G คืออะไร ก็ช่วยลดความเสี่ยง และช่วยชีวิตได้

ทำไม “แรง G” ถึงน่ากลัวกว่าที่คิด?

เวลาเกิดอุบัติเหตุ เช่น รถชน หรือเบรกกระทันหัน ตัวเราไม่ได้หยุดทันทีเหมือนรถ แต่ร่างกายยังคง “พุ่งไปข้างหน้า”
ด้วยแรงที่เรียกว่า “แรง G ซึ่งหลักการทางฟิสิกส์นี้ คือ น้ำหนัก = มวล x แรง (F = m x g) หรือลองคิดภาพตามพี่เชฟ ว่า…

  • ถ้าน้ำหนักตัวเราประมาณ 60 กิโลกรัม
  • แล้วเกิดแรงกระแทกขึ้นมาประมาณ 10G
  • ร่างกายเราจะ “หนักขึ้นทันที” กลายเป็น 600 กิโลกรัม!!
  • น้ำหนักระดับนี้จะพุ่งไปชนกับพวงมาลัย กระจก หรือพื้นถนนถ้าเราไม่คาดเข็มขัดนิรภัย หรือไม่สวมหมวกกันน็อก

ตัวอย่างเหตุการณ์ที่แรง G ทำร้ายเราได้

กรณีรถยนต์: ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย, รถเบรกกะทันหันหรือชนอย่างแรง, ร่างกายจะถูกเหวี่ยงไปข้างหน้าด้วยแรงหลายร้อยกิโล, อวัยวะภายในกระแทกกันเอง เจ็บหนักแม้ภายนอกดูไม่เป็นอะไร

กรณีมอเตอร์ไซค์: ถ้าไม่สวมหมวกกันน็อก, ชนแล้วร่างลอยกระเด็น, ศีรษะที่หนักอยู่แล้วจะยิ่ง “หนักมากขึ้น” เพราะแรง G,
ตกกระแทกพื้น เสี่ยงเจ็บหนักหรือเสียชีวิต

แบบฝึกหัด “รู้จักแรง G = รอด” ควิซความรู้กู้ชีวิต

และเพื่อเป็นการทบทวนความเข้าใจ วันนี้พี่เซฟขอชวนมาทำความเข้าใจถึงแรง G ที่มีผลต่อการขับขี่ปลอดภัยกัน โดยคุณครูหรือพ่อแม่ผู้ปกครองสามารถใช้แบบฝึกหัดนี้เป็นเครื่องมือพาพวกเค้าเรียนรู้กันได้เลย

กลุ่มผู้เรียน : ม.ต้น ขึ้นไป

อุปกรณ์ที่ใช้ : ดินสอหรือปากกา, แบบฝึกหัดดาวน์โหลดได้ที่ https://forms.gle/z1Qzq6g432ZCZw5U6

แนวทางการเรียนการสอน

ขั้นตอนที่ 1 : ชวนทำความรู้จักกับแรง G
แนะนำและให้ข้อมูลข้างต้นเกี่ยวกับแรง G ให้นักเรียนเข้าใจพอสังเขป ด้วยการอธิบายพร้อมภาพหรือคลิปวิดีโอที่เกี่ยวข้องประกอบความเข้าใจ

ขั้นตอนที่ 2 : ชวนทำแบบทดสอบ
แจกแบบฝึกหัดรู้จักแรง G = รอด” ควิซความรู้กู้ชีวิต ให้พวกเค้าลองทำเป็นกิจกรรมเดี่ยว ประกอบด้วยคำถามทั้งหมด 12 ข้อ เกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์ 6 ข้อ และรถยนต์ 6 ข้อ พร้อมตัวเลือกให้เลือกตอบ ให้เวลาพวกเค้าทำประมาณ 15-20 นาที

ขั้นตอนที่ 3 : ชวนเรียนรู้เรื่องความปลอดภัย
ถึงเวลาเฉลยคำตอบในแต่ละข้อ พร้อมอธิบายและให้ข้อมูลเพิ่มเติม ให้พวกเค้าเชื่อมโยงหลักการทางวิทยาศาสตร์เข้ากับชีวิต เกิดความตระหนักนำไปสู่การมีพฤติกรรมการขับขี่ที่ปลอดภัย เพราะเข้าใจถึงเหตุและผลที่เกิดขึ้นตามจริง

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับแบบฝึกหัดในครั้งนี้ที่มาในแนวแบบทดสอบความรู้เชิงวิทยาศาสตร์กับเรื่องความปลอดภัยทางถนน เรียกได้ว่า สามารถนำเครื่องมือพร้อมใช้นี้ เปลี่ยนคาบโฮมรูมให้เป็นคาบวิชาฟิสิกส์ย่อม ๆ หรือเปลี่ยนห้องนั่งเล่นของพ่อแม่ผู้ปกครองให้เป็นห้องติววิชาขับขี่ศึกษาได้เลย 🙂

ที่มา:
– รู้จักกับแรง “g” หรือ ของเเรงโน้มถ่วงโลก, TueMaster : https://shorturl.asia/w3uJT

– What Is G-force and Why Is It Important in F1? https://shorturl.at/ZStY6

– ทำไมโดนแรงจีแล้วสลบ, พี่กลาง หอสมุดแห่งชาติ : https://www.youtube.com/watch?v=NtnMmFjXN3Q

– เข็มขัดนิรภัย คู่หูความปลอดภัยที่เรา(ไม่ควร)มองข้าม, ขับขี่ศึกษา by สสส. : https://safeeducationthai.com/seat-belt-safety/

– คู่มือ Save สมอง จากอุบัติเหตุการขับขี่, สสส.

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

978
“ความปลอดภัยทางถนน ต้องเริ่มจัดการที่ระบบ ควบคู่กับการให้ความรู้ และปลูกจิตสำนึก” เสียงจากแพทย์ผู้ปูทางขับขี่ปลอดภัยในไทย
683
ง่วง…หลับ…และตกจากเบาะหลัง ทุกเย็นหลังเลิกเรียน ภาพที่คุ้นตาคือ เด็กประถมสะพายเป้ใบใหญ่ ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของพ่อแม่กลับบ้าน
1,181
การทัศนศึกษาคือวันที่เด็ก ๆ รอคอย! เพราะเป็นโอกาสให้พวกเขาได้ออกไปเปิดโลก เรียนรู้นอกห้องเรียน

สนับสนุนโดย

บริหารจัดการโดย

ติดตามข่าวสารของเรา

Loading

© Copyright 2022 Safe Education Thailand. All rights reserved.