ถึงตาจะบอดเพราะความรัก แต่รู้ทันทุก “จุดบอด” ของรถเมื่อขับขี่

ถึงตาจะบอดเพราะความรัก แต่รู้ทันทุก “จุดบอด” ของรถเมื่อขับขี่
829

หัวข้อทำเอาหลายคนงงเลยไหมครับ 555++
คำคุ้นหูที่เรา ๆ มักได้ยิน เพราะ “ความรัก” มักทำให้คนตาบอด

พี่เซฟได้ยินคำว่า “บอด” ก็เลย เฮ้ย เอามาคุยมั่งดีกว่า แต่ไม่ได้คุยเรื่องความรักนะครับ ครั้งนี้เราจะมาคุยกันเรื่อง “จุดบอด” ของรถเมื่อขับขี่

“จุดบอด” คือ พื้นที่รอบรถที่ผู้ขับขี่ไม่สามารถมองเห็นได้โดยตรงจากกระจกมองหลังหรือกระจกข้าง ข้อมูลจาก คู่มือเพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัย การคาดการณ์อุบัติเหตุ (Hazard Perception Training) โดย สำนักสวัสดิภาพการขนส่งทางบก กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ชี้ว่า การทำความเข้าใจจุดบอดสำคัญมาก เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุและช่วยให้การขับขี่ปลอดภัยยิ่งขึ้น วันนี้พี่เซฟจะพามาดูกันว่า จุดบอดที่ว่านั้นมีความสำคัญต่อผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างเรา ๆ อย่างไร

จุดบอดของรถคืออะไร?

“จุดบอด” (Blind Spot) คือ บริเวณรอบรถที่ถูกบดบังจากมุมมองของคนขับ แม้ว่าจะมีกระจกมองหลังและกระจกข้างช่วย แต่บางพื้นที่ก็ยังคงเป็นจุดที่มองไม่เห็น เช่น

1.ประเภทรถจักรยานยนต์

ด้วยความที่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์มักขี่แทรกระหว่างรถคันอื่น ๆ ในสภาพการจราจรที่หนาแน่น ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้รถจักรยานยนต์มักจะอยู่ในจุดอับ-จุดบอด ของยานพาหนะคันอื่นๆ ดังนั้นผู้ขับขี่ควรตรวจสอบกระจกข้าง กระจกหลัง และจุดบอดให้ดีก่อนเปลี่ยนช่องจราจรหรือเลี้ยวรถ โดยในปัจจุบันประเทศไทยมีอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับรถจักรยานยนต์มากที่สุด และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยคนขับรถยนต์ส่วนใหญ่มักจะอ้างว่ามองไม่เห็นรถจักรยานยนต์ ผู้ขับขี่รถยนต์จึงควรตระหนักถึงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับรถจักรยานยนต์ให้มากขณะขับขี่

ตัวอย่างจุดอับจุดบอด รถยนต์-รถจักรยานยนต์

ถึงตาจะบอดเพราะความรัก แต่รู้ทันทุก “จุดบอด” ของรถเมื่อขับขี่

2.ประเภทรถยนต์

ในรถยนต์จะมีอยู่ 3 เสาหลัก โดยเป็นเสาแนวตั้งรอบ ๆ รถ อยู่ระหว่างกระจกซึ่งส่งผลต่อจุดอับ จุดบอดขณะขับขี่ ทั้ง 3 เสามีดังนี้

ถึงตาจะบอดเพราะความรัก แต่รู้ทันทุก “จุดบอด” ของรถเมื่อขับขี่

– เสาที่ 1(A) ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของรถทั้งสองข้างของกระจกบังลม

ซึ่งผู้ขับจะไม่สามารถมองเห็นรถที่ขับขนานด้านข้าง โดยเฉพาะรถที่มีขนาดเล็กดังนั้นผู้ขับขี่ควรสังเกตรถที่ขับผ่านใกล้กับตัวรถ หรืออาจจะแก้ด้วยการปรับเบาะที่นั่งให้เหมาะสมกับรูปร่างของผู้ขับ เพื่อเพิ่มทัศนวิสัยในการมอง

ถึงตาจะบอดเพราะความรัก แต่รู้ทันทุก “จุดบอด” ของรถเมื่อขับขี่
ถึงตาจะบอดเพราะความรัก แต่รู้ทันทุก “จุดบอด” ของรถเมื่อขับขี่

– เสาที่ 2(B) ตั้งอยู่ด้านข้าง มักจะอยู่ระหว่างประตูหน้าและประตูหลัง

การขับรถตามหลัง หรือขนานรถขนาดใหญ่ จะทำให้ผู้ขับขี่มองไม่เห็นเส้นทางด้านหน้าและด้านข้าง จึงไม่สามารถประเมินสภาพเส้นทาง รวมถึงกะระยะและความเร็วของรถได้ดี สิ่งสำคัญที่ควรทำเมื่อขับรถยนต์ก็คือ การหลีกเลี่ยงการขับรถตีคู่ขนานกับรถขนาดใหญ่เพราะด้านข้างรถขนาดใหญ่เป็นจุดอับสายตา

ถึงตาจะบอดเพราะความรัก แต่รู้ทันทุก “จุดบอด” ของรถเมื่อขับขี่

เสาที่ 3(C) ตั้งอยู่ด้านหลังทั้งสองข้างของกระจกหลังรถ

เป็นจุดบอดที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด ผู้ขับขี่สามารถแก้ไขได้ด้วยการมองกระจกมองหลังสลับกับกระจกข้างไม่ควรวางสิ่งของบริเวณกระจกหลังรถเพราะจะบดบังทัศนวิสัยในการมอง

ถึงตาจะบอดเพราะความรัก แต่รู้ทันทุก “จุดบอด” ของรถเมื่อขับขี่

ตัวอย่างจุดอับจุดบอด รถยนต์-รถยนต์

ถึงตาจะบอดเพราะความรัก แต่รู้ทันทุก “จุดบอด” ของรถเมื่อขับขี่

3.ประเภทรถบัสโดยสาร หรือรถบรรทุกขนาดใหญ่

รถบรรทุกขนาดใหญ่ และรถบัสโดยสาร มักจะสังเกตเห็นได้ง่ายกว่ายานพาหนะชนิดอื่นก็จริง แต่ปัญหาของรถขนาดใหญ่มักอยู่ที่จุดอับ จุดบอด ผู้ขับขี่ควรหลีกเลี่ยงการขับขนานกับรถบรรทุกเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดอุบติเหตุ ในกรณีที่ถนนมีหลายช่องทางจราจร จำเป็นต้องตรวจเช็คเส้นทางข้างหน้า เมื่อเห็นว่าปลอดภัยให้รีบแซงผ่าน นอกจากนี้เมื่อรถขนาดใหญ่ต้องการเปลี่ยนช่องจราจร หรือเลี้ยวรถ หากเรากำลังขับขี่รถตามหลังรถบัสหรือรถบรรทุกจะต้องเว้นระยะในการขับตามให้มากขึ้นเพื่อให้สามารถมองเห็นถนนบริเวณโดยรอบได้

เพราะปกติแล้ว รถบรรทุก และรถบัสโดยสาร จำเป็นต้องใช้พื้นที่มากกว่ารถยนต์ในการเลี้ยว ดังนั้นอย่าพยายามแทรกหรือแซงรถบรรทุก และรถบัสโดยสาร ขณะเลี้ยว แต่ให้รักษาระยะห่าง คนขับรถบรรทุกและรถบัส มักจะใช้กระจกมองข้างในการมองเห็นยานพาหนะที่อยู่ด้านหลังและด้านข้าง หากผู้ขับขี่อยู่ในบริเวณมุมอับมุมบอดของรถบรรทุก คนขับรถบรรทุกจะมองไม่เห็นและอาจเกิดอุบัติเหตุได้

ตัวอย่างจุดอับจุดบอด รถยนต์-รถบรรทุก

ถึงตาจะบอดเพราะความรัก แต่รู้ทันทุก “จุดบอด” ของรถเมื่อขับขี่
ถึงตาจะบอดเพราะความรัก แต่รู้ทันทุก “จุดบอด” ของรถเมื่อขับขี่

นอกจากนี้ยังมี “จุดบอด” ที่เกิดขึ้นจากสิ่งแวดล้อม และสภาพถนนอีกด้วย ลักษณะของเส้นทางถนนเอง ก็ทำให้มองเห็นเส้นทางไม่ชัดเจน เช่น ทางขึ้น-ลงสะพานชัน ถนนที่เป็นโค้งหักศอก ถนนที่กำลังมีการก่อสร้าง ดังนั้นผู้ขับขี่ควรปฏิบัติตามป้ายเตือน หรือสัญญาณจราจรอย่างเคร่งครัด ใช้ความเร็วต่ำเมื่อขับรถผ่านจุดบอดของเส้นทาง

วิธีลดความเสี่ยงจากจุดบอด

  1. ปรับกระจกให้ถูกต้อง: การปรับกระจกข้างและกระจกมองหลังให้อยู่ในมุมที่เหมาะสมสามารถลดจุดบอดได้อย่างมาก กระจกข้างควรปรับให้มองเห็นด้านข้างของรถเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
  2. ในคู่มือเค้าให้ ตรวจสอบกระจกข้างและหลัง ทุกๆ 8-12 วินาที เพื่อเป็นการสังเกตสิ่งต่างๆ ที่เปลี่ยนไปทั้งทางด้านข้างและหลังของผู้ขับขี่
  3. รักษาระยะห่าง: การขับขี่โดยเว้นระยะห่างที่เหมาะสมช่วยลดโอกาสที่จะเข้าไปอยู่ในจุดบอดของรถคันอื่น และเพิ่มเวลาสำหรับการตอบสนองในกรณีฉุกเฉิน

หรือใครที่กำลังมีแผนจะซื้อรถยนต์ ก็อย่าลืมคิดถึงฟังค์ชั่นระบบความปลอดภัยที่มาพร้อมกับตัวรถ ที่เรียกว่า ระบบช่วยตรวจจับจุดบอด (Blind Spot Monitoring) หรือกล้องมองรอบคัน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีตัวช่วยอย่างดีให้เราได้ปลอดภัยได้มากขึ้น

การทำความเข้าใจจุดบอดของรถไม่เพียงแต่ช่วยให้ขับขี่ได้ปลอดภัยขึ้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้ด้วย ความระมัดระวังและการใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือที่เหมาะสมเป็นกุญแจสำคัญในการลดจุดบอด ร่วมกันทำให้ถนนเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนด้วยการตระหนักรู้และขับขี่อย่างมีสติกันเถอะครับ!

ที่มา: การคาดการณ์อุบัติเหตุ: คู่มือเพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัย (Hazard Perception Training) หน้า 32-34 และ 77-78

สนับสนุนโดย

บริหารจัดการโดย

ติดตามข่าวสารของเรา

Loading

© Copyright 2022 Safe Education Thailand. All rights reserved.