จากข้อมูลของ ศูนย์วิจัยเพื่อความปลอดภัยในเด็ก และ WHO อุบัติเหตุบนท้องถนนคือสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของเด็กและเยาวชนในประเทศไทย และกว่า 80% ของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนนคือผู้ขี่และซ้อนจักรยานยนต์ ที่สำคัญก็คือ…มากกว่า 50% ของผู้เสียชีวิต “ไม่ใส่หมวกกันน็อก” ซึ่งนำไปสู่การบาดเจ็บทางสมองอย่างรุนแรง หรือเสียชีวิตในจุดเกิดเหตุทันที
หมวกกันน็อก = เซฟสมอง = ป้องกันชีวิต
หมวกกันน็อกที่ได้มาตรฐานสามารถ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุได้มากถึง 40% และลดการบาดเจ็บทางสมองได้ถึง 70% เพียงใส่หมวกใบเดียว เซฟทั้งชีวิต ช่วยให้เราได้กลับบ้านปลอดภัยไปนั่งกินข้าวมื้ออร่อยกับคนที่เรารัก
แล้วทำไมต้องใส่ “ทั้งคนขี่และคนซ้อน” ?
เพราะคนซ้อนก็เสี่ยงเท่าคนขี่ และหลายครั้งที่คนซ้อน (โดยเฉพาะเด็ก) ได้รับบาดเจ็บหนักกว่า เพราะไม่ได้รับการป้องกันที่เหมาะสม
มาตรการบังคับหมวกกันน็อก 100% เริ่ม 1 มิ.ย. 2568
กฎหมายเข้มงวดขึ้น : ภายใต้โครงการ “ถนนปลอดภัย” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและภาคีเครือข่าย เริ่มบังคับใช้ 1 มิ.ย. 2568 โดยกฎหมายตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก มาตรา 122 กำหนดว่า
- ผู้ขับขี่ ต้องสวมหมวกกันน็อก มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท
- กรณีผู้ซ้อนท้ายไม่สวมหมวกกันน็อก มีโทษปรับจะเพิ่มเป็น สองเท่า สำหรับผู้ขับขี่
จุดเสี่ยงทั่วประเทศ : ตำรวจจราจรให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยงมากขึ้น เช่น พื้นที่ใกล้โรงเรียน ถนนสายหลัก และจุดที่เคยเกิดอุบัติเหตุสูง มีการตั้งด่านตรวจและกวดขันเข้มข้น
รณรงค์ควบคู่การบังคับใช้ : งานนี้ไม่ใช่แค่จับปรับ แต่มีการจัด แคมเปญรณรงค์สร้างจิตสำนึก ถึงความสำคัญของการสวมหมวกกันน็อก เช่น แจกสื่อรณรงค์ในโรงเรียนและชุมชน ระบบ Hotline แจ้งเบาะแสผู้ฝ่าฝืน และประสานรัฐ–เอกชนเพื่อกระตุ้นให้เกิดวัฒนธรรมความปลอดภัย
ทำไมต้องเข้มงวดขนาดนี้ ?
เพราะอัตราการใส่หมวกเฉลี่ยก่อนหน้านี้อยู่ราว 43% สำหรับผู้ขับขี่ และ 21% สำหรับผู้ซ้อน นอกจากนี้ยังพบว่า ในช่วงสงกรานต์ปี 2568 ที่ผ่านมา มีอุบัติเหตุสูงขึ้นมีอัตราการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับจักรยานยนต์มากถึง 84%
มาตรการใหม่นี้จึงหวังให้การสวมหมวกกันน็อกทั้งคนขี่และคนซ้อน “เป็นเรื่องธรรมดา” ไม่ว่าจะเดินทางใกล้หรือไกล พี่เซฟว่า มันคือมาตรการรักและห่วงใย เพราะอยากให้ทุนคนขับขี่ปลอดภัยนะครับ