ย้อนรอยประวัติศาสตร์หมวกกันน็อก

3,349

รู้จักหมวกกันน็อก: ย้อนรอยประวัติศาสตร์นวัตกรรมกันกระแทกแห่งโลกจักรยานยนต์

บนโลกของท้องถนนทุกวันนี้ ของคู่กายที่ไม่ว่าจะไปไหนมาไหนชาวสองล้อจะขาดไปไม่ได้ นั่นก็คือ “หมวกกันน็อก” นั่นเอง อุปกรณ์สำคัญที่พี่เซฟอยากจะชวนให้น้อง ๆ ทุกคนได้รู้จักกันมากขึ้นกว่าที่เคย กว่าจะมาเป็นนวัตกรรมช่วยชีวิตชาวสองล้อให้ปลอดภัยบนถนนได้นั้น ต้องผ่านการกันกระแทกกันมากี่ครั้ง ผ่านการทดลอง และพัฒนากันมากี่หน จนมาเป็นหมวกกันน็อกหน้าตาที่เราคุ้นเคยกัน

จุดเริ่มต้นของหมวกกันน็อกสำหรับมอเตอร์ไซค์นั้นย้อนไปไกลกว่า 100 ปีที่แล้วในปี ค.ศ.1914 ณ สนามแข่งรถจักรยานยนต์บรู๊คแลนด์ (Brookland) ประเทศอังกฤษ เมื่อเจ้าหน้าทางการแพทย์ประจำสนามแข่งรถอย่าง ดร.อีริค การ์ดเนอร์ (Eric Gardner) เริ่มสังเกตว่านักแข่งมักมีอาการบาดเจ็บจากการกระแทกของศีรษะอยู่เป็นประจำ เขาจึงเกิดแนวคิดที่จะผลิตอุปกรณ์ป้องกันขึ้นมา โดยใช้ผ้าใบขึ้นรูปเป็นหมวกหุ้มศีรษะ แม้ว่าการนำไอเดียดังกล่าวไปเสนอต่อบริษัทยานยนต์ของเขาจะถูกปฏิเสธ แต่ภายหลังมันก็ได้รับการผลักดันให้มีการเริ่มต้นใช้อย่างจริงจังในการแข่งขันจักรยานยนต์รายการ Isle of Man’s TT ในปีเดียวกัน ซึ่งทำให้ “หมวกกันน็อกสำหรับจักรยานยนต์” เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของโลกได้ในที่สุด

แม้ว่าการ์ดเนอร์จะประสบความสำเร็จในการทำให้หมวกกันน็อกเป็นที่รู้จัก แต่สิ่งนี้ก็ยังเป็นเรื่องใหม่และไม่คุ้นเคยอย่างมากสำหรับสังคมในเวลานั้น ที่ส่วนใหญ่มองว่าเหมือนพวกเขาสวม “เปลือกหอย” เอาไว้บนศีรษะมากกว่าแทนที่จะเป็นหมวก อีกทั้งการขับขี่จักรยานยนต์ในเวลานั้นการสวมหมวกเพื่อเป็นเครื่องป้องกันศีรษะนั้นดูเป็นเรื่องไม่จำเป็น แต่การสวมเพื่อให้ดูเป็นแฟชั่นดูเป็นเรื่องจริงจังกว่า

แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหลังเหตุการณ์เสียชีวิตของโทมัส เอ็ดเวิร์ด ลอเรนส์ (T.E. Lawrence) นักการฑูตและนักโบราณคดีชาวอังกฤษในปี ค.ศ.1935 (หรือที่ทุกคนรู้จักในชื่อของ Lawrence of Arabia) จากอุบัติเหตุทางรถจักรยานยนต์ ซึ่งในเวลานั้นลอเรนส์ถือว่าเป็นบุคคลสำคัญของสหราชอาณาจักรเป็นอย่างมาก และเมื่อสาเหตุการเสียชีวิตของเขาจากการวินิจฉัยของ ดร.ฮิวส แคนส์ (Huge Cairns) ว่าเกิดจากศีรษะได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ทำให้อุบัติเหตุสุดสลดครั้งนี้ปลุกสังคมเมืองผู้ดีให้เริ่มมาสนใจเรื่องความปลอดภัยจากขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างจริงจังขึ้น

หลังจากเสียชีวิตของ ที.อี.ลอเรนส์ ไม่นาน ดร.แคนส์ไม่หยุดเพียงแค่นั้น ศัลยแพทย์ชาวออสเตรเลียผู้นี้ได้ศึกษาอาการบาดเจ็บทางศีรษะจากอุบัติเหตุทางจักรยานยนต์อย่างจริงจัง จนเกิดงานวิจัยที่สามารถต่อยอดจนเกิดการออกแบบหมวกกันน็อกสำหรับทหารสหราชอาณาจักรเพื่อใช้ขนส่งพัสดุและสินค้าได้สำเร็จในปี ค.ศ.1941 ก่อนจะถูกใช้อย่างแพร่หลายตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเจ้าหมวกกันน็อกสไตล์ “ชามพุดดิ้ง” ชิ้นนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “British WW2 Dispatch Riders Motorcycle Helmet” โดยมันถูกออกแบบจากยางและไม้ก๊อกเป็นวัสดุหลัก

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบไปไม่นาน หมวกกันน็อกจึงเริ่มต้นเข้าสู่สมัยใหม่ที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงและสวมใส่ได้อย่างแท้จริง เมื่อชาร์ล เอฟ ลอมบาร์ด (Charles F. Lombard) นักวิจัยจากฐานทัพอากาศสหรัฐอเมริกาได้ผลิตหมวกกันน็อกรูปแบบใหม่ขึ้นมาที่สามารถดูดซับแรงกระแทกได้จริงเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1953 ซึ่งทำให้ รอย ริชเชอร์ (Roy Richter) อดีตนักแข่งรถชาวอเมริกันผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Bell Helmet นำไอเดียของลอมบาร์ดมาร่วมพัฒนาจนเกิดเป็นหมวกกันน็อกสำหรับจักรยานยนต์ในชื่อ Bell 500 ในปี ค.ศ.1954 ก่อนจะพัฒนาหมวกกันน็อกแบบเต็มใบขึ้นเป็นครั้งแรกของบริษัทในชื่อ Bell Star ปี ค.ศ.1963 ซึ่งทั้งสองรุ่นได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว (หมวกกันน็อกทั้งสองรุ่นยังคงเป็นหมวกกันน็อกรุ่นคลาสสิคตลอดกาลของบริษัท Bell จนถึงทุกวันนี้)  โดยวิวัฒนาการสำคัญของการผลิตหมวกคือการใช้วัสดุอย่างไฟเบอร์กลาสเพื่อดูดซับแรงกระแทก และโฟมเพื่อความสะดวกสบายในการสวมใส่

ในทศวรรษที่ 1970 สหรัฐอเมริกากลายเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ของโลก ได้มีการออกกฎหมายมาตรฐานความปลอดภัยบนท้องถนน โดยการสวมหมวกกันน็อกขณะขับจักรยานยนต์ ให้ถือว่าเป็น “กฎหมาย” ที่ต้องปฏิบัติตาม ยิ่งไปกว่านั้น ในปี ค.ศ.1966 รัฐสภาได้มีการออกพระราชบัญญัติความปลอดภัยบนทางหลวง ที่ระบุว่ารัฐจะต้องมีกฎหมายหมวกนิรภัยตามท้องถนน  เพื่อที่จะได้รับงบสนับสนุนจากรัฐบาลกลางสำหรับการพัฒนาทางคมนาคมในท้องถิ่น ซึ่งทั้งหมดถือเป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่ทำให้หมวกกันน็อกได้กลายมาเป็นมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับการขับขี่จักรยานยนต์ของสังคมทั่วไป ก่อนจะเป็นที่แพร่หลายจนถึงปัจจุบันนี้

ทุกวันนี้หมวกกันน็อกได้ยกระดับการผลิตด้วยวัสดุที่ล้ำสมัยขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวัสดุผสมต่าง ๆ โดยเฉพาะการผลิตหมวกกันน็อกระดับสูงที่มีการยกระดับถึงขั้นใช้วัสดุอย่างคาร์บอนไฟเบอร์ (Carbon Fiber) หรือเคฟลาร์ (Kevlar) เข้ามาเป็นส่วนประกอบด้วย อย่างไรก็ตาม มาตรฐานของการผลิตของหมวกกันน็อกในทุกวันนี้ จะเน้นอยู่ 3 หลักสำคัญ คือ น้ำหนักเบา สวมใส่สบาย และช่วยให้เราปลอดภัย

ได้รู้ประวัติศาสตร์ก่อนจะมาเป็นหมวกกันน็อกกันทุกวันนี้แล้ว สะท้อนให้เห็นความสำคัญของการป้องกันศีรษะที่มีมาเนิ่นนาน ว่าแล้วก็หาหมวกกันน็อกมาสวมใส่ทุกครั้งที่ขับขี่ ทั้งคนขี่และคนซ้อนกันนะทุกคน

ที่มา:

#911ทีมเดือดกู้เหตุด่วน #CaseStudy #LIGHTSHOP #TACVictoria #TheTraumaCodeชั่วโมงโกงความตาย #TowardsZero #องค์กรลดอุบัติเหตุต่างประเทศ #องค์กรลดอุบัติเหตุต่างประเทศ #วิชาหลัก #CaseStudy #TACVictoria #TowardsZero carseat CaseStudy CPR EF gd SHELLModel TACVictoria TowardsZero กฎจราจร กลับบ้าน ความปลอดภัยทางถนน ง่วงนอน ซีรีส์ ดื่มไม่ขับ ทดสอบสายตา ทัศนศึกษา ทางม้าลาย ที่นั่งนิรภัย นิทาน บทเรียน ปัจจัยเสี่ยง ป้ายจราจร ปิดเทอม ปีใหม่ ฟิสิกส์ รถจักรยานยนต์ รถยนต์ ระบายสี วัยรุ่น วิทยาศาสตร์ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สงกรานต์ สัญญาณจราจร สัญญาณไฟจราจร สัญลักษณ์จราจร สัมภาษณ์ หมวกกันน็อก หลับใน หวย ห้องเรียน อาสาจราจร อุบัติเหตุ เกม เกมระบายสี เข็มขัดนิรภัย เครื่องมือการศึกษา เครื่องหมายจราจร เชียงใหม่ เทคโนโลยี เที่ยวต่างแดน เปิดเทอม เยอรมัน เยาวชน แคมเปญ แบบฝึกหัด ใบขับขี่ ใบสั่ง

สนับสนุนโดย

บริหารจัดการโดย

ติดตามข่าวสารของเรา

Loading

© Copyright 2022 Safe Education Thailand. All rights reserved.